แพรรี่ ไพรวัลย์ เขียนร่ายยาวถึง คุณหมอกฤต ไท หรือเพจสู้ดิวะ หลังแชร์ประสบการ์ณชีวิตที่กำลังไปได้ดี

โดยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โลกโซเชียลได้มีการแชร์โพสต์ของเพจ สู้ดิวะ ที่แชร์ประสบการ์ณเป็นหมอ วัย 28 ปี ตรวจพบมะ เร็ง ปอด ระยะสุดท้ายทั้งที่อายุน้อย

คลิป

โดยเจ้าของเพจชื่อว่า นายเเพทย์.กฤตไท ธนสมบัติ เป็น อาจารย์ประจำศูนย์ระบาดวิทยาคลินิกและสถิติศาสตร์คลินิก ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ได้เล่าถึงชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนสอบติดคณะแพทย์ โดยเขาได้โพสต์สรุปได้ว่า ตนเป็นมะ เร็ง ปอดระยะสุดท้าย ทั้งๆที่อายุยังน้อง ใส่ใจในสุขภาพตัวเองมากๆ เข้ายิมสม่ำเสมอ เล่นกีฬา กินอาหารคลีน ไม่สู บ บุ หรี่ ดื่มเครื่องดื่มเเอล กอ ฮอล์น้อยมาก ทำงานก็ไม่เครียด คนรอบข้างน่ารัก นอนไม่ดึกและตื่นเช้า อ่านหนังสือ ทำวิจัย สอนนักศึกษา ไม่ได้เข้าเวรอดนอนอะไร

แถมอาชีพการงานก็กำลังไปได้ดี ใช้ชีวิตผ่านมาใน 28 ปี ได้คุ้มมากๆ เดินตามแผนที่วางไว้และที่สำคัญกำลังจะแต่งงาน กำลังจะซื้อบ้าน ตอนนี้อยู่ในช่วงของการรักษาอย่างไรก็ตาม

ที่ผ่านมาไม่เสียดายชีวิตเลย ไม่ได้มีอะไรเสียใจหรือนึกย้อนไปว่าถ้าเป็นไปได้จะทำแบบนั้น มันคงจะดีมากๆถ้าการที่ชีวิตที่สั้นลงของตน สามารถเป็นกำลังใจให้คนที่มีชีวิตอยู่ต่อ งานนี้ทำให้โลกโซเชียล ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง แพรรี่ ไพรวัลย์ ได้เขียน ร่ายยาวถึง คุณหมอกฤตไท พร้อมกับแชร์ข้อคิดผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก โดยระบุข้อความว่า ในความเป็นจริงทุกคนล้วนมีเวลาในชีวิตจำกัดเหมือนกันค่ะ

เพียงทว่าในความจำกัดที่พูดถึงนี้ ระยะย่อมสั้นยาวต่างกันไป แต่จะสั้นหรือยาวอย่างเราใช้เกณฑ์ของกาลเวลาเป็นตัวกำหนด ความหมายของการมีชีวิตแท้จริงแล้วอาจไม่ได้ตัดสินกันที่ตรงนั้นนะคะ

ในทางพระศาสนา พระบาลีสอนไว้ชัดเลยว่า เวลาแม้เพียงวันเดียวของคนที่มองเห็นและเข้าใจในสัจธรรมของชีวิต ย่อมประเสริฐกว่าเวลาแม้ยาวนานถึง 100 ปีของคนที่ไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลย

ทุกคนที่มีชีวิตแทบทั้งหมด ล้วนต้องการที่จะดำรงชีวิตอยู่นะคะ เราพยายามต่อสู้ พยายามสร้างทุกอย่างเพื่อสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงสำหรับชีวิต เราศึกษา หาเงิน ทำงาน ดูแลสุขภาพ เราซื้อบ้านและสร้างครอบครัว เพราะเราเข้าใจว่า มันคือความมั่นคงสำหรับชีวิต เท่าที่เราจะทำได้

ซึ่งก็คิดถูกแล้วนะคะ แต่เพราะคำที่ว่า ใดๆ ในโลกล้วนอนิจจัง และชีวิตก็เป็นส่วนหนึ่งของความอนิจจัง ดังนั้น ถ้ามองเห็นแต่ความมั่นคงจากปัจจัยภายนอก ชีวิตก็ให้ความรับประกันอย่างใจเราหวังจริงๆ ไม่ได้หรอกค่ะ

ชีวิตคือธรรมชาติ ตัวเราเป็นความเปลี่ยนแปลงตามกฎของธรรมชาติ เริ่มต้น เติบโต แล้วก็โรยราไปในวันหนึ่ง ร่ างกายเป็นความเสื่อมลงและเป็นบ่อเกิดของโ ร คภัยค่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น

พระพุทธเจ้าบอกว่า ชีวิตไม่ต่างจากภาชนะดินเผา เพียงถูกกระทบกระแทกเข้าเล็กน้อย ก็พร้อมที่จะแตกสลายลงได้ในตลอดเวลา ดิฉันอ่านเรื่องราวของพี่หมอท่านนี้แล้วดิฉันได้แง่คิดเยอะเลยค่ะ พี่หมอทำให้เราตระหนักว่า ชีวิตนั้น แท้จริงแล้วเปราะบางกว่าที่พวกเราคิด

ความมั่นคงอื่นที่เราสั่งสม สุดท้ายก็ไม่จีรังเท่าความมั่นคงทางจิตใจที่เรามีอยู่ ความเข้มแข็ง กำลังใจ และทัศนคติดีๆ ภายในตัวของเราเอง ความสุขในข้างวันหน้า ไม่มีความหมายเท่ากับความจริงที่เราเป็นในตอนนี้นะคะ

ที่สำคัญ ถ้าเราเต็มที่กับทุกอย่างที่ผ่านมา เราจะไม่รู้สึกว่าเราต้องเสียดายอะไรเลย ดิฉันเข้าใจเลยว่าทำไมศาสนาถึงสอนให้เรามองว่า มีแค่ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นของเรา ก็เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ

ถ้าเราไม่เต็มที่กับตอนนี้ มีความสุขอยู่ตรงนี้ ทำสิ่งที่ควรต้องทำตอนที่ยังทำมันได้ บางทีแค่พรุ่งนี้มันก็ช้าเกินไปจริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันเป็นไปได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่พร้อม เต็มใจที่จะรับหรือไม่เต็มใจ นี่คือความจริงนะคะ

ตราบใดที่เราหายใจอยู่โลกที่หมุนรอบตัวของมันเองและไม่ได้หมุนรอบตัวเราอย่างที่เราคิด อะไรเป็นไปได้ทั้งนั้นค่ะ เต็มที่ไปเถอะค่ะ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า ทำสิ่งที่ใจรัก และส่งต่อพลังบวกให้คนอื่น

เรียนรู้ความจริง เข้าใจโลกเข้าใจสัจธรรม หนึ่งวันก็มีความหมายมากนะคะ ถ้าเราหายใจอยู่ด้วยความรู้สึกว่ายอมรับได้กับทุกอย่างหรือไม่รู้สึกติดค้างอะไร ด้วยความรู้สึกว่าได้เต็มที่กับทุกเรื่องที่ควรเต็มที่แล้ว หนึ่งวันก็ประเสริฐและมีความหมายมากค่ะ